มนุษย์เว้าแหว่ง
เป็นที่ยอมรับกันละว่า
การจะค้นหาคนที่เรียกได้ว่าเป็นบุคคลที่สมบูรณ์แบบ ร้อยเปอร์เซ็นนั้น
มันอย่างยิ่งซะหาเข็มในมหาสมุทรซะอีกก็ว่าได้
หรือเรียกได้ว่าเปอร์เซ็นที่จะหาเจอนั้นเป็น ศูนย์ไปเลย
คนแต่ละคนเกิดมาด้วยความแตกต่างมาตั้งแต่กำเนิด ไม่ว่า จะต่างกันทางภายนอก
อันได้แก่ รูปร่างหน้าตา การเดิน การนั่ง จนกระทั้งถึง ภายใน ความคิดจิตใจ
บุคลิกภาพ นิสัยใจคอ
นั่นคือความแตกต่างที่คนเรามีติดมาโดยบางอย่างเราก็เลือกสรรคเองไม่ได้
จะว่าไป
ความไม่สมบูรณ์ของสิ่งที่คนเราได้มาก็เปรียบได้กับ ความเว้าแหว่ง
พอได้ยินคำนี้บางคนอาจจะรู้สึก ว่าไม่ชอบขึ้นมา เพราะโดยปกติแล้วคนเราก็มักชอบสิ่งต่างๆ
ที่สมบูรณ์ สังเกตง่าย ๆ ตั้งแต่การเลือกซื้อของใช้ ของกิน เป็นเรื่องพื้นฐานง่าย ๆ ที่เราต้องเลือก ของที่แตกหัก ไม่สมบูรณ์
เว้าแหว่งมักจะถูกคัดทิ้งก่อนเป็นอันดับแรก แม้กระทั่งการเลือกที่จะคบคน
ก็มักจะเลือกคนที่มีความสมบูรณ์ บุคคลที่เว้าแหว่ง ก็มักจะถูกคัดทิ้ง
จนลืมก้มมองดูตัวเองไปว่า เราก็เป็นคนที่เว้าแหว่ง เช่นกัน
หลายคนมักนำพาความเว้าแหว่งในตัวเอง ไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ๆ ไม่ว่า เรื่องหน้าตา
นิสัยใจคอ ฐานะการเงิน จนต้องแสวงหาสิ่งภายนอกต่าง ๆ มาทดแทน กันให้วุ่นไปหมด
อยากให้รูปลักษณ์ภายนอกดูดี นำสารเคมีต่าง ๆ มาฉีดเข้าร่างกายตนเองจนบางครั้ง
ร่างกายประท้วงออกมาในรูปแบบต่าง ๆ เช่นการเจ็บป่วย อาการแพ้
ขั้นรุนแรงก็เสียชีวิตไปเลย แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด
การนำความเว้าแหว่งของเราไปเปรียบเทียบกับบุคคลอื่น แล้วเสริมด้วยความคิดเชิงบวก
พลังทางบวกก็จะมีส่วนที่พัฒนาศักยภาพของเรา เช่นบางคน พัฒนาตนเองในเรื่องบุคลิกภาพ
มีการปรับปรุงใหม่ให้ดูดีขึ้น นิสัยใจคอที่ดูว่าอยู่ต่อไปจะไม่มีใครคบหาด้วย
ก็มีการปรับปรุง ความยากจนที่ทุกคนวิ่งหนี ก็ขยันทำมาหากิน สิ่งเหล่านี้น่าชื่นชม
นี้ก็เป็นส่วนดีของความเว้าแห่วงในตัวเราหากเรานำมาใช้ในทางที่สร้างสรรค์
หลายคนยังเป็นทุกข์กับความเว้าแหว่งของตัวเอง ขอให้มองไปรอบ ๆ ตัวเถอะว่า รอบๆ
ตัวเรานั้นแวดล้อมไปด้วยมนุษย์เว้าแหว่งทั้งนั้น ไม่มีใครไม่เป็น
เพียงแต่เราจะเรียนรู้ที่จะอยู่และภาคภูมิใจในความเว้าแหว่งของเราอย่างไร ไม่แน่นะ
ความเว้าแหว่งของแต่ละคน อาจจะเป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้คนเราอยู่ร่วมกันได้ เช่น เวลาที่เรารวมกลุ่มกันทำงาน หรือ เรียน
หากทุกคนไม่มีความเว้าแหว่งเลย คงเกิดความวุ่นวายขึ้นมา เช่น ทุกคนในกลุ่ม กล้าพูด
กล้าแสดงออก ก็จะขาดผู้ฟังในกลุ่ม
สังเกตเถอะว่า ในกลุ่มของเราต้องมีทั้งคนที่ชอบฟัง คนชอบพูด คนเก็บข้อมูล
นั่นแหละก็จะทำให้กลุ่มของเราสมบูรณ์ขึ้นมาจากความเว้าแหว่งได้
ท้ายสุดความเว้าแหว่งกับคนเราก็ยังอยู่คู่กันไปตลอด
ถึงแม้ว่าเราจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงยังไง ความเว้าแหว่งก็ยังคงอยู่
ตราบใดที่ในใจเรามันไม่เคยเต็ม ว่ากันเถอะมานำความเว้าแหว่งที่ดูว่าใครๆ
ก็ไม่อยากได้ มาทำให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว สังคม
ไปจนถึงมนุษย์ร่วมโลก
จงจำไว้ว่าความเว้าแหว่งของเราคือพรอย่างหนึ่งที่ได้รับมาเพื่อให้เราสามารถอยู่กับคนอื่นๆ
ได้อย่างลงตัวในโลกใบนี้ ยิ้มรับและขอขอบคุณพรนี้ที่ได้รับติดตัวมาโดยไม่ได้เลือกสรร
ครู โอลั้ง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น