วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ครั้งหนึ่งในชีวิตครูกับการเดินตามรอยพ่อหลวง








ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้ปฏิบัติหน้าที่รับราชการในโรงเรียนขนาดเล็ก ทั้งโรงเรียนมีนักเรีนไม่ถึง 130 คน มีครู 12 คน มีนักเรียนชั้น ม.1 - ม. 6 ระดับชั้นละ 1 ห้อง โรงเรีนเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่กิจกรรมหลายๆอย่างไม่เล็กตามจำนวนนักเรียน โรงเรียนมีพื้นที่ประมากณ 98 ไร่ สิ่งที่แตกต่างของโรงเรียนนี้คือการ ดำเนินกิจกรรมตามแนวทางของในหลวง การทำพื้ชผัก การให้นักเรียนรู้จักการพึ่งตนเอง การฝึกทักษะการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง วันหนึ่งทางโรงเรียนได้จัดอบรมให้กลุ่มเกษตรกรเกี่ยวกับการทำปาล์มน้ำมัน ดิฉันและน้องอีกคนหนึ่งรับผิดชอบในการเตรียมนำเสนอผลงานผ่านPowerPoint บอกเล่าเรื่องราวที่พวกเราทำมา ผู้นำเสนอคือนักเรียนคนหนึ่งในระดับชั้น ม.6 เด็กคนนี้เป็นนักเรียนที่มีอะไรหลายๆ อย่างที่ยอมรับว่า เขาจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศเราต่อไป ขณะซ้อมนำเสนอ จนถึงเสไลด์สุดท้ายซึ่งจะขึ้นด้วยเพลงของผู้ปิดทองหลังพระ
เพื่อเป็นการตอกย้ำว่า พวกเราทำทุกอย่างโดยได้แบบอย่างการดำเนินงานมาจากที่ใด เด็กน้อยถามครูว่าเมื่อเพลงจบแล้วหนูควรจะพูดอะไรต่อดีค่ะ เรามองตานักเรียนแล้วบอกว่าหนูรู้สึกกับพระองค์อย่างไรละ ถ่ายทอดตามความรู้สึกของเราที่มีต่อพระองค์ท่านให้ทุกคนได้รับรู้ จำเป็นไหมที่พระราชาที่น่าจะได้นั่งสบายๆ อยู่ในวัง ต้องมานั่งบนพื้นดิน พื้นหญ้า ท่านทำเพื่ออะไรกัน ขอให้พูดตามความรุ้สึก นักเรียนรับรู้ตรงนั้น แล้ววันที่นำเสนอก็มาถึง ประธานเปิดการอบรมคือผู้ว่าราชการจังหวัด เด็กนำเสนอไปทีละสไลด์จนมาถึงไสลด์สุดท้าย เมื่อเพลงจบเขาได้พูดตามความรู้สึกที่ตนเองรักและเคารพต่อพระองค์ท่านด้วยเสียงสั่นเครือทั้งห้องประชุมเงียบ ตัวครูเองก็น้ำตาซึม ขอบคุณเหลือเกินที่ต้นอ่อนความจงรักภักดีได้เกิดขึ้นแล้วในใจเด็กน้อยคนนั้น ทุกครั้งที่พบปัญหาและเหนื่อยกับการทำงานกำลังใจและบุคคลที่เป็นแบบอย่างในชีวิตก็คือพระองค์ท่าน บัดนี้พระองค์ได้จากไปแล้ว แต่แนวคิดและหลักการทำงาน หลักการใช้ชีวิตจะยังคงอยู่ในใจของคนไทยตลอดไป

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เพราะความเชื่อ...ครูจึงตัดสินนักเรียน




วันนี้เป็นวันที่สอนเด็กนักเรียนชั้น ม.6 ในช่วงบ่าย เนื่องจากเป็นโรงเรียนขนาดเล็กทำให้จำนวนนักเรียนมี สิบกว่าคน ครูจะจำทั้งชื่อเด็กและหน้าตาของนักเรียนได้ทุกคน ขณะที่เข้าสอนท้องฟ้ามืดครึ้มฝนตกลงมาอย่างหนัก
นับจำนวนนักเรียนหายไป 3 คน เป็นนักเรียนชาย รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาคิดในใจว่า คงโดดเรียนอีกแล้ว  แต่ก็ไม่ได้ให้เพื่อน ๆ ออกตามหา ยังคงสอนนักเรียนที่เหลือตามปกติ ผ่านไปได้สัก 30 นาที  เด็กสามคนวิ่งขึ้นมา ยังไม่ทันได้พูดอะไร ครูเองก็ว่าไปว่า โดดเรียนอีกแล้วนะทำไมไม่ขยันเรียนแบบนี้ต่อไปอนาคตจะเป็นอย่างไร เด็กชายทั้งสามยืนนี่ง สักพัก เด็กชายคนที่ยืนอยู่ตรงกลาง ก็กล่าวว่า ผมไปช่วยเขาเก็บข้าวเปลือกที่ตากไว้มาครับ ฝนตกหนัก น้องๆ ก็ตัวเล็กยกกระสอบข้าวที่ตากไว้ไม่ไหว ถ้าไม่รีบเก็บข้าวจะเปียกและเน่าได้ ครูไม่ถามพวกผม ก็ว่าผมเสียแล้ว ตอนนั้นยอมรับว่า รู้สึกว่าตัวเองผิดมากๆ ที่ตัดสินใจลูกศิษย์ของตนด้วยความเชื่อเดิม ๆ  จึงยอมรับและกล่าวคำขอโทษ ที่มองเด็กๆ ในทางที่ไม่ดี  ดังนั้นต่อไป จะตัดสินใจลูกศิษย์ จะต้องถามไถ่ข้อมูลของเขาเสียก่อน 

วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2559

การเจรจาอย่างสันติระหว่างครูกับนักเรียน แก้ปัญหาการใช้มือถือในห้องเรียน







ปัญหาการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนระหว่างเรียน ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สร้างความปวดหัวให้กับครูผู้สอน นักเรียนบางคนขาดสมาธิในการเรียน ผลการเรียนแย่ลง บางคนเล่นใต้โต๊ะเรียนขณะที่กำลังเรียน ครูบางท่านใช้วิธีรุนแรงเช่นการลงโทษด้วยวาจา การลงโทษด้วยการตี วันนี้ ได้รับการเล่าประสบการณ์การแก้ปัญหาการใช้โทรศัพท์มือถือในห้องเรียนของนักเรียนระดับมัธยมจากน้องที่สอนนักเรียนระดับ ม.5  น้องใช้วิธีการโดยการคุยกับนักเรียนด้วยเหตุผลและสันติ ได้แก่ บอกถึงเหตุผลที่ต้องการให้นักเรียนหัดคิดเลขด้วยตนเองโดยไม่พึ่งเครื่องคิดเลข  นักเรียนจะได้มีสมาธิในการเรียนไม่ต้องกังวลกับการแชต หรืออัพเดทข้อมูลในเฟรสบุค ใช้คำพูดที่ขอความร่วมมือจากนักเรียน โดยการวางโทรศัพท์ไว้ที่โต๊ะครูตามผังที่นั่งและรับโทรศัพท์คืนเมื่อหมดชั่วโมงเรียน ด้วยความรักและความหวังดีที่มีต่อเด็ก ทำให้ผลตอบรับมาจากนักเรียนดีมากๆ นักเรียนให้ความร่วมมือ ผลการสอนในคาบนั้นนักเรียนตั้งใจเรียนไม่วอกแวกกังวลถึงโทรศัพท์  กล้าที่จะคิดเลขด้วยตนเอง คนที่ไม่เคยคิดได้เลยก็สามารถทำได้น้องเล่าให้ฟังด้วยสีน่าที่ยินดีและเห็นแนวทางในการแก้ปัญหาเรื่องนี้และตนเองได้ปฏิบัติแล้ว  จะเห็นได้ว่าเมื่อครูเปิดใจใช้การสื่อสารอย่างสันติ ความมีเหตุผลกับนักเรียน เด็กๆ สัมผัสได้ถึงความรักและความหวังดีของครูให้ความร่วมมือ ทั้งสองฝ่ายได้ผลดีด้วยกัน ขอชื่นชมในความรัก ความหวังดีของครูท่านนี้ที่มีต่อนักเรียน และชื่นชมนักเรียนที่กล้าวางใจเชื่อใจในตนเองและความรักของครู

วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เพื่อนสนิทนายคาดกับนายยึด

เคยฟังเรื่องนายยึดกับนายคาดไหม ถ้าไม่เคยฟังจะเล่าให้ฟัง นายยึดกับนายคาดนั้นมักจะเป็นเพื่อนที่แวะเวียนมาหาคนเราเป็นประจำ มาทีไร ทำให้เราเจ็บเกือบทุกครั้ง นายยึดในที่นี้ก็คือการยึดมั่น ยึดติด นายคาดก็คือ นายคาดหวังนั่นเอง ยามใดที่เพื่อนทั้งสองที่เราได้เชื้อเชิญเขามาแวะเวียนในใจของเรา
ก็มักจะทำให้เราต้องตกอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์ การยึดติด ยึดมั่น ยึดว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง
 การคาดหวังคาดว่าต้องเป็นไปอย่างที่เราคิด ที่เราตั้งใจไว้ ไม่ว่าจะเรื่องครอบครัว เรื่องการงาน 
เรื่องทั่วๆไปในชีวิตประจำวัน การที่เราคิดว่าทุกคนน่าจะเห็นด้วยกับเรา เพราะเราคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีและมีประโยชน์ แต่เอาเข้าจริงๆ กับไม่มีใครยอมรับหรือเห็นด้วยกับสิ่งที่เราคิดไว้ ตรงนี้แหละถ้าเรามีนายคาดหวังประชิดติดตัวเราก็จะทำให้เราตกอยู่ในความทุกข์นั่นเอง เคยมีนักจิตวิทยาท่านหนึ่งเขาชื่อ เอลลิสบอกว่า คนมักจะมีความเชื่อที่ไม่สมเหตุผล คือ มันเป็นเรื่องที่เลวร้ายถ้าทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่ฉันคิดไว้ เราคาดหวังอะไรแล้วไม่เป็นดังที่เราหวังก็จะทำให้เราเป็นทุกข์ไม่สบายใจ ร้องไห้ฟูมฟาย หงุดหงิด บางครั้งหาที่ระบายกับคนใกล้ชิด ปัญหาก็เลยขยายวงกว้างขึ้นไปอีก หากว่าบุคคลนั้นยังหลงเชื่อและคิดแบบนั้นก็จะทำให้เขาจมอยู่กับความทุกข์อยู่นั้นเอง ดังนั้นหากสิ่งใดไม่เป็นดังที่เราคิด
หรือที่เราหวังไว้ พูดไปก็ไม่มีใครเห็นด้วย มันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ย่อมเป็นไปได้ เพราะทุกคนต่างมีความคิดและความเชื่อเป็นของตัวเอง อยู่ที่เราเองต่างหากว่าจะยอมให้เพื่อนที่ชื่อนายยึดกับนายคาดอยู่กับเรานานแค่ไหน เขาจะอยู่กับเรานานเท่าที่เราอยากให้เขาอยู่นะ เราคงหลีกหนีเขาไม่ได้ แต่เราสามารถทำความรู้จักกับเขาได้ เพื่อที่จะทำให้เราสามารถยังยืนอยู่ในสังคมปัจจุบันได้โดยที่รู้เท่าทันนั่นเอง

            ไม่มีใครที่เกิดมาแล้วจะมีความทุกข์อยู่ตลอดทุกขณะจิต และไม่มีใครที่จะมีความสุขอยู่ตลอดทุกขณะจิต ในกรณีที่คนคนนั้นยังเป็นมนุษย์เดินดินกินข้าวอยู่ก็ต้องวนเวียนอยู่แบบนี้ตลอดไป ชีวิตของคนเราปะปนไปด้วยความดีใจและเสียใจสลับกัน เหมือนการวิ่งพลัดที่มีการรับส่งไม้ต่อกันไปเรื่อยๆ 
บางครั้งรับไม้ความทุกข์มาอยู่ในมือไว้นานกว่าไม้ความสุข บางครั้งไม้ความสุขเราอยากให้อยู่นานๆ
 ก็มาแค่แว๊บเดียวก็เปลี่ยนไม้พลัดอีกแล้ว วิธีการง่ายๆ คือเมื่อได้รับไม้ความทุกข์มาแล้วจะทำอย่างไรหละถึงจะเปลี่ยนไม้ให้เร็วที่สุดนั่นเอง ซึ่งไม้พลัดความทุกข์ส่วนหนึ่งเขาก็ก่อตัวมาจากเพื่อนทั้งสองที่ได้กล่าวถึงไว้ข้างต้น คือนายยึดและนายคาด เมื่อรู้เช่นนี้ผู้เขียนก็ขอชักชวนให้ผู้อ่านลองถามใจของตนเองว่าแล้วจะทำอย่างไรจึงจะเข้าใจในตัวเพื่อนทั้งสองคนของเราที่เขาจะมาแวะเวียนหาเราเสมอ

กุญแจครูฟา



ผู้อ่านอาจจะงงสงสัย ว่าปกติจะได้ยินกุญแจซอล แต่เพราะไรถึงเขียนกุญแจฟา ผู้เขียนจะขอเล่าให้ฟังว่า กุญแจฟานั้น เกิดเหตุจากวันหนึ่ง ได้นำรถมอเตอร์ไซต์ของตนเองซึ่งเป็นรถที่เก่ามากๆ ตั้งแต่สมัยเรียน เนื่องจากกุญแจที่ล็อคคอหาย นำไปให้ช่างทำกุญแจเขาทำให้ ช่างถอดที่ล็อคออกจากตัวรถ นำไปแก้ไข ขณะที่ยืนรอสังเกตได้ว่า ช่างต้องเปลี่ยนลูกกุญแจใหม่ประมาณ 3 ลูก ไม่รู้เหมือนกันว่าด้วยเหตุอันใด ส่วนหนึ่งคงเนื่องมาจากไม่มีกุญแจสำลองให้เขานั่นแหละ เหงื่อหยดลงพื้นเม็ดใหญ่ๆ ระหว่างที่ยืนดูช่างทำกุญแจอยู่นั้นก็ได้โยงความคิดของตัวเองเกี่ยวกับ facilitator  ก็มีการลองผิดลองถูกเหมือนที่ช่างทำกุญแจกำลังทำอยู่ ช่างต้องใช้ความพยายามพอสมควรกว่าจะได้ลูกกุญแจที่เหมาะสมสามารถนำไปใช้ได้ ต้องเสียเหงื่อ เรียกว่าต้องใช้แรงกาย แรงสมองและแรงใจ จึงจะประสบความสำเร็จได้ คนที่จะเป็นฟาก็เหมือนกันต้องทดลองนำเครื่องมือที่ได้รับการติดตั้งหรือที่ได้จากการสั่งสอนของฟารุ่นพี่และผู้เชี่ยวชาญนำไปใช้ ทั้งนำไปใช้ในการจัดเวทีการเรียนรู้ ใช้ในการจัดการเรียนการสอน และใช้ในชีวิตประจำวันของตนเอง ต้องใช้ทั้งแรงกาย แรงสมอง และแรงใจ ในการดำเนินกระบวนการจึงจะทำเวทีการเรียนรู้ขึ้นมาได้แต่ละครั้ง  แต่ความแตกต่างระหว่าง การลองผิดลองถูกของช่างทำกุญแจกับการลองผิดลองถูกของผู้ที่เป็น fa นั้น ต่างกันตรงที่ สิ่งที่ทดลองนั้นไม่เหมือนกัน ช่างทดลองทำกับสิ่งที่ไม่มีชีวิตไม่มีความรู้สึก จะหยิบจับอย่างไรก็ตามสบาย แต่คนที่เป็นฟานั้น ต้องทดลองทำกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์เหมือนกับตัวเราพวกเขาเหล่านั้นมีชีวิตมีความรู้สึก มีความคิด มีศักยภาพของความเป็นมนุษย์อยู่เต็มกำลัง การที่จะทดลองใช้เครื่องมือ กระบวนการต่างๆ ผู้ที่เป็น fa จึงต้องใช้สติ มีการไตร่ตรองอย่างรอบคอบเสียก่อนว่าเหมาะสมไหม ทำไปแล้วจะมุ่งสู่สิ่งที่ตั้งธงไว้หรือไม่ ดังนั้นผู้ที่เป็น fa จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนทักษะพื้นฐานที่จำเป็นและสร้างจิตสำนึกความรักความเมตตาให้กับ ผู้ร่วมกระบวนการทุกคน ความเชื่อมั่นในศักยภาพของความเป็นมนุษย์ที่เขาจะสามารถพัฒนาตัวของเขาเองได้ แต่ท้ายสุดแล้วก็คงกับไม่เท่ากับการที่ได้ติดตั้งเครื่องมือ ทักษะ กระบวนการต่างๆ ไปแล้วต้องถูกนำไปทดลองใช้นั่นเอง ซึ่งสิ่งที่จะเป็นอุปสรรคขั้นต้นของผู้ที่จะเริ่มเป็น fa ครั้งแรกคงหนีไม่พ้นความกลัวและความคาดหวังภายในตัวเรา กลัวว่าตนเองนั้นคงจะทำไม่ได้ กลัวว่าทำไปแล้วจะไม่ได้รับการยอมรับ กลัวว่าจะทำไปแล้วจะเป็นการเพิ่มภาระงาน คาดหวังว่าเมื่อจัดเวทีเรียนรู้แล้วจะต้องประสบความสำเร็จ ได้รับคำนิยมชมชอบจากผู้ร่วมงานและผู้ที่ร่วมกระบวนการเรียนรู้ และอีกนานานัปการที่มนุษย์จะคิดปรุงแต่งไปได้ ซึ่งปกติแล้วคนเราก็มักที่จะเชื่อว่าตนเองต้องเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ต้องการเป็นที่รักและได้รับการยอมรับจากคนอื่น สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคต่อการขยายความรู้ทางปัญญาของคนเราทั้งสิ้น หากผู้ที่จะเป็น fa สามารถที่จะก้าวผ่านความกลัว ความคาดหวัง ความเชื่อว่าตนเองจะต้องเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบได้แล้วนั้น ก็จะทำให้เกิดพลังในการที่จะได้ลองทำเวทีการเรียนรู้ ซึ่งบางครั้งก็ต้องมีการลองผิดลองถูก มีความผิดพลาด ซึ่งจะเป็นผลพวงตามมาอย่างแน่นอน แต่ถึงกระนั้นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเรียนรู้กับผู้ที่เป็น fa โดยแท้จริง หากมองให้ลึกๆ แล้วก็ยังมีสิ่งที่ตอบแทนให้กับผู้ที่เป็น fa  แต่ละคน ซึ่ง fa  เองนั่นแหละจะสามารถตอบคำถามได้ด้วยตนเองว่า เมื่อทำเวทีการเรียนรู้ไปแล้วเกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงอย่างไรภายในตัวเอง ผู้เขียนขออ้างอิงคำกล่าวในหนังสือของ ดร.นวลศิริ เปาโลหิตย์ ว่า “หากได้แต่อ่านแต่ไม่นำไปปฏิบัติ ก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไร”  ซึ่งเป็นคำกล่าวที่สะกิดใจให้ผู้ที่เตรียมตัวจะเป็น fa ได้นำไปขบคิดดูสักนิด ว่า ท่านพร้อมหรือยังที่จะก้าวผ่าน สภาวะต่างๆ ภายในจิตใจของตนเอง เพื่อนำเครื่องมือ อาวุธทางปัญญา กระบวนการ นำไปสรรค์สร้างให้กับลูกศิษย์ ครู และครอบครัว และแต่งเติมด้วยความรักความเมตตาลงไปก็จะเป็นการเติมเต็มอีกทางหนึ่ง
            จะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นการทำกุญแจ หรือ การเป็น fa จะต้องกล่าวผ่านสภาวะภายในใจของผู้ที่ปฏิบัติด้วยกันทั้งนั้น ความผิดพลาดในวันนี้ก็จะเป็นบทเรียนที่จะช่วยสอนและพัฒนาเราในวันหน้า

            นักเรียน fa