ที่เลือกชื่อแบบนี้ก็เพราะว่าเหมือนได้รับพรจากฟ้าตั้งแต่ตัวเองยังไม่เกิด
ถือว่าเป็นพรที่ดีที่สุดและเป็นพรแรกที่ได้รับมา
ที่ให้มาเกิดเป็นลูกของผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นผู้หญิงธรรมดา ไม่ได้รับการศึกษา
ไม่มีหน้ามีตาในสังคม ไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เป็นผู้หญิงที่บ้านๆ
ไม่แต่งตัวอะไร และไม่มีเราคนเดียวที่ได้รับพรนี้ ยังมีพี่ๆ อีก 4 คน รวมทั้งน้องชายอีก 1 คน ที่ได้รับพรเช่นเดียวกัน
ผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องทำงานหนักมาตลอดเท่าที่คนอย่างเราได้เฝ้าดูมาตลอด
ขอเริ่มตั้งแต่ตอนที่เรายังเล็กก็แล้วกัน แม่เป็นผู้หญิงที่เรียกได้ว่าหญิงเหล็ก
ก็ว่าได้ เพราะมีลูกหลายคน ตอนนั้น มีลูก 5 คน
ที่อายุไล่เลี่ยกัน ห่างกันประมาณแค่ 3 ปี เป็นลูกสะใภ้คนจีน
ต้องทำงานหนักทั้งงานบ้านและนอกบ้าน
งานบ้านก็ต้องดูแลเรื่องกับข้าวความเรียบร้อยของบ้าน ความเป็นอยู่ของลูกในบ้านของแม่สามี
แม่ตนเอง งานนอกบ้านของแม่ไม่ใช่เหมือนผู้หญิงอื่นทั่วไปที่ทำงานที่สำนักงานนะ
งานนอกบ้านคือการต้องออกทะเลกับพ่อสองคน
ซึ่งถือว่าเป็นงานที่หนักพอกลับมาบ้านก็ต้องเปลี่ยนเป็นแม่บ้าน
จัดการทุกอย่างว่าจะทำอย่างไรให้ครอบครัวสามารถที่จะอยู่ได้ ส่วนพ่อก็เหมือนเป็นกำลังเสริมเท่านั้น
พอเข้าบ้านทุกอย่างก็จะตกมาอยู่ที่แม่หมด พ่อจะทำงานนอกบ้านมากกว่า ถ้าเปรียบก็เหมือนคนที่ต้องทำหน้าที่หลายด้านไม่รู้ว่าตอนนั้นเขาเหนื่อยมากหรือเปล่า
ช่วงเด็กๆ แม่กับพ่อลำบากมากเพราะลูกๆ ต้องเข้าเรียน ถึง 4
คน คิดย้อนดูว่าจะเอาเงินที่ไหนมาส่ง ถ้าต้องรับผิดชอบเด็ก 4
คนให้เรียนหนังสือนะ ส่วนพี่คนโตไม่ได้เรียนเพราะต้องทำงาน จำได้ว่าตอนเด็กๆ
ทุกคนแทบจะไม่ได้ไปวิ่งเล่นเท่าไรเพราะกลับมาบ้านก็จะมีงานมาให้ทำตลอด เช่น
แกะกุ้ง ทำปลา ทำทุกคน แม่ก็ทำ บางวันทำ ตื่นเช้ามาเกล็ดปลายังติดอยู่ที่ผมเลย
นอกจากนี้ยังเลี้ยงเป็ดอีก ถ้าไม่ช่วยกันทำอาจจะแย่เหมือนกัน
คนที่หนักที่สุดน่าจะเป็นแม่กับพี่สาวคนโต ส่วนตัวเราเองถือว่าโชคดีจากกว่าพี่ๆ
มาก ทำงานน้อยกว่าคนอื่น จะได้วิ่งเล่นบ้างเป็นบางวัน
แม่เป็นผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านจริงๆ ทั้งทำกับข้าว เย็บผ้า งานช่างต่างๆ ช่างไม้
ช่างก่อสร้าง ช่างตัดผม จำได้ว่าตอนเรียนสมัย ประถม- ม.ต้น
ลูกๆ ไม่ต้องเข้าร้านตัดผมเลย แม่ตัดให้เอง คิ้วแม่ก็กันให้เพราะลูกๆ จะคิ้วหนา
บางครั้งที่แม่กันคิ้วให้ก็เสียวเหมือนกันเพราะใช้มีดโกน ที่มีด้านเดียว
แต่ก็แม่ก็ไม่เคยทำให้เลือดออกซักที เสื้อผ้าของลูกบางตัวแม่ก็เย็บให้นะ
เช่นชุดนอนที่ใส่ แม่เย็บเป็นกระโปรง ใส่ชุดสีเดียวกันแบบเดียวกันกับแม่
แม่ตัดให้ตัวหนึ่งสีเขียว ยังมีหมวกอีก ลูกนั้นชอบมากแต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว ตอนเด็กๆ
ตอนที่เรียนประถมจะนอนกับพ่อกับแม่และ พี่สาวคนที่ถัดจากเราไปหนึ่งคน เคยฝันตอนเด็กว่าบ้านที่อยู่ถูกไฟไหม้
มีแม่คนเดียวที่ออกมาไม่ได้ เราร้องไห้ใหญ่เลย ไม่รู้ว่าร้องขนาดไหน
ร้องจนตื่นน้ำตายังอยู่ที่หน้าเลย แม่ยังถามว่าเป็นอะไร
โชคดีที่ฝันวันนั้นไม่เป็นจริง พอเรียนจบม.ต้น
ก็ต้องย้ายบ้านเพราะบ้านที่อยู่นั้นเป็นที่ดินของคนอื่น เมื่อพี่สาวและพ่อกับแม่
เริ่มเก็บเงินได้เลยไปซื้อที่แล้วยกบ้านเอง ตอนนั้นเราไม่ได้รับรู้เท่าไรหรอกว่า
พ่อ แม่ กับ พี่สาวลำบากขนาดไหน เพราะบ้านที่ไปยกอยู่ ดูดีกว่าบ้านอื่นๆ
ในละแวกนั้น มารู้ตอนหลังว่า ตอนยกบ้านนะไม่ค่อยมีเงินเท่าไร
ที่ที่ซื้อมาก็ผ่อนส่งเขาเป็นงวด ตอนนั้นรู้แต่ว่าทุกคนต้องทำงาน ทั้งขายของรับจ้างคนของ
แกะกุ้งทุกอย่างที่จะทำได้ บางครั้ง เสาร์อาทิตย์ แม่จะทอดกล้วยทอดขาย
ให้เราเดินเอาไปขายตามบ้าน แล้วก็หักเปอร์เซ็นให้เป็นเงินค่าขนมไปโรงเรียน
อาจจะเป็นสิ่งนี้ที่สอนโดยใช้การได้ปฏิบัติจริง แม่ทำงานหนักมาตลอด ขอเล่าเรื่องถึงการแกะกุ้งหน่อยนะ
เรียกว่าทำกันข้ามวันข้ามคืนเลยเพราะแกะกันยันเช้าก็มี บางทีหลับคาถาดที่แกะก็มี
แต่แม่เขาดีมากนะ ถ้าง่วงมากๆ ก็จะให้ไปนอนก่อน
แต่ส่วนมากก็จะไม่ไปหรอกเพราะคนอื่นก็ยังทำอยู่
มีพี่ชายที่แอบเข้าห้องน้ำแล้วก็หลับอยู่ในห้องน้ำไม่ยอมออก
แม่กับพี่สาวจะทำเยอะมาก เคยเห็นหรือเปล่าว่าคนที่เขาใช้นิ้วมือและฝ่ามือเยอะ
นิ้วมือไม่มีลายเส้นเลย มันจะลื่นๆ จับของร้อนๆ แทบไม่ได้ เส้นลายมือก็ลอก
เป็นกันทุกคน เพราะว่าแกะกุ้งน้ำกุ้งไม่สะอาด แล้วก็แช่กันอยู่นาน
พอเรียนมัธยมจำได้ว่าตอนจบ ม.ต้น จะย้ายเข้ามาเรียน ม.ปลาย ในเมืองแต่
อาจารย์ใหญ่ที่ไม่เต็มใจเท่าไร เพราะอยากให้เรียนต่อที่โรงเรียนเดิม
แต่เราไม่อยากเรียน เขาเพิ่งเปิดได้สองรุ่น และเพื่อนๆ
ที่สนิทกันก็ย้ายมาเรียนกันหมด เขาให้เอาผู้ปกครองไปนั่งประชุมและบอกเหตุผล
คนที่ไปก็คือแม่นั่นเอง ก่อนไปก็นัดแนะกับเราจนเรียบร้อยว่าถ้า
อาจารย์ใหญ่ถามก็ให้บอกว่า จะไปเรียนต่อสายอาชีพ แม่ก็ยอมทำตามโดยดี
ไม่ได้คัดค้านเราสักคำว่าอย่าไปเรียนเลย อยู่บ้านนี้แหละ ในที่สุดก็ได้ย้าย
ตอนย้ายแม่เป็นเพื่อนมาหาที่พัก ไม่ได้เช่าหออยู่บ้านญาติ วันสมัครเรียนสมัครอีก
รร.หนึ่ง มาสมัคร รร.เดียวกับเพื่อนพ่อมาส่ง แต่วันเปิดเทอม แม่มาส่งบอกว่า
รร.นั้นไกลเกินไป ต้องย้าย รร.วันเปิดเทอม แม่ก็จัดการเหมือนเดิมไปขอให้
อ.เขารับเข้าเรียน ก็ได้เรียนจนจบ ม.ปลาย ตอนเรียนนั่งรถกลับบ้านทุกอาทิตย์
พอกลับมาบ้านเหมือนจะเป็นคนสำคัญของที่บ้าน แม่จะคอยถามว่า
อยากกินอะไรให้บอกจะทำให้ เราก็บอกว่าทำอะไรก็กินได้ทั้งนั้น เวลาจะกลับเขาก็มาส่ง
ตอนช่วงหลังๆ แม่ลำบากน้อยลงเพราะพี่ๆ ช่วยกันทำงาน
แต่ด้วยความที่เป็นคนไม่ค่อยหยุดนิ่งก็จะทำไปเรื่อย ทำขนม ทำอาหารให้ทาน
แล้วแต่ลูกอยากกินอะไร ช่วงที่แม่ดูจะมีความทุกข์ก็ตอนท้องน้องชายนั่นแหละ
เพราะท้องตอนอายุมากแล้ว พี่สาวห่วงมากกลัวว่าถ้าตอนคลอดจะต้องเสียแม่ไป แต่ะสุดท้ายแม่ก็ตัดสินใจที่จะเอาน้องชายไว้น ตอนนี้แม่สบายขึ้นกว่าเดิมมากไม่ต้องทำงานหนักเหมือนเมื่อก่อน
แต่ก็ยังทำงานเหมือนเดิม หน้าที่หลักก็คือ เป็นแม่บ้านดูแลความเรียบร้อยภายในบ้านแล้วก็เลี้ยงหลาน
ซึ่งงานหลังนี้หนักเอาการอยู่ เพราะพอเด็กโตขึ้นเข้าสู่วัยรุ่นยิ่งเลี้ยงยาก
บางครั้งแม่จะร้องไห้เพราะน้องชายแล้วก็หลาน
โดยเฉพาะน้องชายกับหลานชายซึ่งหลานเป็นแฝดกัน คนหนึ่งออกจะเป็นผู้หญิง แต่คนหนึ่งกับเป็นผู้ชายใจร้อน
มาก หลานสองคนนี้ถ้าไม่ได้แม่กับพี่สาวดูแลก็ไม่รู้ว่าจะอยู่รอดมาได้อย่างไร
เพราะพี่ชายกับพี่สะใภ้เขาแยกทางกัน
ความรักของแม่ยังเผื่อแพร่ไปถึงเด็กๆในบ้านเรียกได้ว่าแม่เป็นคนสำคัญที่ลูกๆ
แย่งตัวกันเลยก็ว่าได้ พอกลับไปบ้าน
ต้องไปบ้านพี่สาว
พี่ชายเพื่อทำของอร่อยให้กิน ทำครั้งหนึ่งก็ต้องให้พอกิน สี่บ้าน
แต่แม่ดูไม่เหนื่อยนะ คงจะชอบที่ลูกๆ แย่งตัว
แม่จะแคร์ความรู้สึกของพ่อมากจะรู้ว่าพ่อชอบกินอะไร
พ่อไม่ชอบกินกับข้าวที่ซื้อจากตลาด
บางทีแม่ก็ไปเฝ้าบ้านให้พี่สาวที่อยู่อีก ตำบลหนึ่ง เป็นบ้านที่ขายของเหมือนกัน
ตอนที่พี่เขาต้องไปจันทบุรี นอกจากนี้แม่ยังเป็นแม่ค้าด้วยนะ
แต่เป็นแม่ค้าที่คิดเลขช้านะ คงเป็นเพราะวัยด้วย เมื่อก่อนเขาไม่เป็นแบบนี้หรอก
ช่วงที่น้องชายและหลานยังเรียนมัธยมแ่ม่เคยร้องไห้เพราะความกังวลเกีี่ยวกับเด็กๆ ในบ้านเวลาเห็นแม่ร้องไห้ทีไร ก็ต้องร้องตามทุกที มันรู้สึกเจ็บที่หัวใจยังไงก็ไม่รู้ บางครั้งเด็กๆในบ้านพูดคำแรงๆ กับแม่ เราเป็นลูกยังรู้สึกเลยว่ามันแรงเกินไป แม่ร้องไห้ไม่พูดอะไร แต่เข้าใจว่าแม่จะเจ็บขนาดไหน
แต่ก็แปลกนะพอลูกหลานเริ่มรู้ว่าผิดเข้ามากอดหรือมาคุย
แม่ก็หายน้อยใจมีแรงลุกขึ้นมาทำหน้าที่ของตนได้เหมือนเดิม
บางครั้งที่น้อยใจแม่จะบอกว่าไม่อยากอยู่แล้ว ก็ต้องปลอบว่า ถ้าแม่ตายแล้วลูกจะทำยังไง
คนอื่นๆจะอยู่กันยังไงถ้าไม่มีแม่ แม่มีค่ากับคนอื่นอยู่นะ
ต้องทำใจว่าแม่ทำดีที่สุดแล้ว เขาก็เงียบไป แล้วก็นอนหันหลังร้องไห้อีก
เวลาแม่ไม่สบายโทรศัพท์แทบไม่ว่างเพราะพี่ๆ จะโทรมาถามตลอดว่าเป็นยังไง
มีอยู่ครั้งหนึ่ง บ้านพักมีต้อหัวเสือมาทำรัง แม่นี้แหละเป็นคนจัดการเอง
ไม่โทรตามหน่วยกู้ภัยมาช่วย ทำคนเดียวตอนกลางวันไม่ยอมบอกใคร โดนกัดไปสามตัว
ที่สำคัญกัดที่หัวด้วย แล้วก็ไม่ยอมบอก พอกลับมาบ้านถึงรู้พาไปหาหมอฉีดยา ที่ รพ.
โชคดีที่แม่เป็นคนที่ไม่แพ้ต้อ เพราะเคยได้ยินข่าวว่า บางคนเสียชีวิตก็มี
เท่านั้นยังไม่ยอมแพ้นะ ยังไปจัดการต่ออีกเป็นรอบสอง แล้วก็โดนอีก คราวนี้
โดนที่ตา ตอนนั้นไม่อยู่บ้านด้วย อยู่ที่ชลบุรี
แม่ไม่ให้โทรไปบอกใครกลัวว่าจะเป็นห่วงแต่น้องชาย แอบโทรไปบอกว่าแม่โดนต้อต่อย
ตาบวมแทบมิด ตกใจมาก รีบโทรบอกน้องที่ รร. เพราะเขามีรถยนต์ แล้วอยู่ใกล้ที่สุด
นำไปส่งที่ รพ.บ้าน โชคยังดีที่ตาไม่บอด ไม่รู้ว่าแม่ทนได้ยังไง คงเพราะคงกลัวว่า
ต้อจะต่อยเรากับหลาน เพราะเป็นทำรังติดกับห้องที่เรานอน เขาเรียกว่า
ทำได้ทุกอย่างเพื่อลูกนะ
จึงเรียกได้ว่าโชคดีจริงที่เกิดมาแล้วได้เป็นลูกของแม่คนนี้
ไม่รู้ว่าถ้าชาติหน้ามีจริงจะได้เป็นแม่ลูกกันอีกหรือเปล่า นอกจากนี้แม่ยังเป็นกองเสริมให้ลูกด้วยนะ
เช่น ถ้าบางครั้งเราทำงานเหนื่อยๆ หรือเครียด จะคุยกับแม่เหมือนกับว่า
ถ้าเราไม่ชอบอะไรหรือไม่ชอบใคร แม่ก็จะไม่ชอบตามไปด้วย เขาคงเรียกว่า
ความรักบังตาหรือเปล่าก็ไม่รู้ บางครั้งสัมผัสได้ว่าใจมันสื่อถึงกัน
เช่นไปตลาดซื้อของก็มักจะซื้อของตรงกันบ่อยมาก โดยเฉพาะของกิน
แม่เขาจะรู้ว่าลูกคนไหน หลานคนไหน ชอบกินอะไร หรือมีนิสัยยังไง
ช่างสังเกตมากแค่บางครั้งหลานชายพูดแปลกๆ หรือทำตัวแปลกๆ
แม่ก็จับได้แล้วว่าต้องมีอะไรแน่ๆ แล้วก็เป็นจริงตามนั้น ไม่รู้ว่าแม่ใช้เทคนิคอะไร
เมื่อ 2 ปีก่อนที่แม่ป่วย คือ แม่มีโรคประจำตัวคือเบาหวาน
แต่เขาดูแลตัวเองดีมาก ควบคุมของกินทุกอย่างที่หมอห้าม โดยที่เราเองไม่ต้องดูแลเลย
ยาก็กินตามที่หมอบอกจัดการเอง เขาบอกว่าต้องดูแลตัวเองให้ดี
ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นภาระกับคนอื่น
ซึ่งตรงนี้ยอมรับในตัวแม่เลยว่าบังคับใจตัวเองเก่งมาก
บางคนเป็นตามใจปากน้ำตาลก็จะขึ้นสูง แต่ที่แม่ต้องเข้า รพ.
เพราะระดับน้ำตาลต่ำมากไป คงจะอดมากไปนั่นแหละ เข้า รพ. 3
ครั้ง ครั้งแรกนอนห้องพิเศษ พอครั้งที่ 2,3
แม่ขอนอนห้องรวมเพราะว่าแม่บอกว่าเหงามากตอนกลางวันไม่รู้จะคุยกับใคร
เพราะลูกก็ทำงาน จะได้เจอก็ตอนกลางคืน พี่สาวพี่ชายก็เวียนมาดูบ้างในตอนกลางวัน
แต่ต้องปิดร้านที่ขายของมา แม่ก็บอกว่าไม่เป็นไรอาการไม่ถึงขนาดต้องมีคนเฝ้าตลอด
ครั้งสุดท้ายที่แม่เข้า รพ. นอนห้องรวม มีเพื่อนคุย แม่เคยพูดกับพี่ชายว่า พอนอน
รพ.แล้ว ไม่อยากหลับเลยกลัวว่าหลับแล้ว มันจะไม่ตื่น มาเจอหน้าลูกอีก
บอกว่ายังมีห่วงอีก โดยเฉพาะเรื่องหลาน เวลาที่น้องชายเที่ยวกลับดึกๆ
เขาจะไม่นอนนะ นอนเหมือนกันแต่ไม่หลับหรอกจะคอยจนน้องชายกลับ บางครั้งก็ ตี 1 ตี 2
บางทีก็บอกเขาว่าหลับเถอะไม่ต้องห่วงหรอกเขาโตแล้ว แต่แม่ก็ไม่หลับอีก
ความรักของแม่นี้มันช่างยิ่งใหญ่จริงๆ เรียกได้ว่า ลมหายใจของเขาคงฝากไว้ที่ลูกๆ
ที่จะช่วยกันเป็นคนต่อชีวิตให้เขานั่นแหละ บางทีเขาก็เหมือนคนคอยเตือน
แม้กระทั่งกินเข้าวแม่เป็นคนที่ต้องเรียกลูกหลานไปกินข้าวเป็นประจำ
แม่ไม่ชอบที่จะให้อดข้าว บางครั้งเรายังคิดเลยว่า แม่จะเรียกเขาทำไม เดียวเด็กเขาหิวก็คงมากินเอง
แต่แม่เขาคงห่วงนะเรียกไม่เคยหยุดเลย แปลกดี
ความเป็นแม่นี้มันคงที่จะอยู่ตลอดไม่หายไปไหน บางครั้งเดินทางไกล
แม่ก็จะหาของกินให้ แล้วยังแถมเครื่องรางของขลังให้แขวนติดตัวไปด้วย
บอกว่าให้เอาติดตัวไว้พระจะได้ช่วย ไม่ใช่เป็นแค่เราคนเดียวนะ ที่ไหนเขาว่าดีแม่ก็จะไปเอามาทำให้ลูกหลานแขวน
เวลาไปทำบุญที่วัดไหล่แม่นี้แหละเป็นหมอนให้พิงหลับอย่างดี
แต่พอโตแล้วง่วงนอนก็จะไปนอนที่รถรอ แม่ชอบชวนไปทำบุญคงอยากให้เราสะสมบุญไว้เยอะๆ
แต่ตัวเองชอบหลับเป็นประจำเวลานั่งฟังพระนานๆ แม่ก็จะสะกิดเป็นประจำ บางครั้งก็สะกิดแรงๆ
(หยิก) นะ คงกลัวว่าลูกจะได้บุญไปน้อยกว่าคนอื่น บางครั้งมีปัญหาเรื่องหลาน
กับน้องชาย พี่ๆ มักจะไม่ได้รับรู้เรื่อง แม่จะสั่งห้ามว่าไม่ต้องไปบอกเดี๋ยวพี่เขาจะกังวล
รับรู้กันอยู่สองคน แล้วก็เครียดกันอยู่สองคน
ดีว่ายังมีกันสองคนจึงช่วยกันแก้ปัญหาได้ นับว่าตนเองโชคดีจริงๆ ที่มีแม่ ผู้หญิงคนเดียวที่เป็นได้ทุกอย่าง
ถ้าพรที่เคยได้รับก่อนที่เราจะเกิดเป็นเรื่องที่เป็นไปได้จริงๆ
ก่อนที่จะตายก็อยากจะขอต่ออีกสักข้อ คือ ขอให้เกิดเป็นลูกของแม่คนนี้อีกทุกชาติไป
ถ้าไม่ได้เกิดเป็นลูก ก็ให้เป็นแม่เขาก็ดี จะได้ช่วยดูแลเขาบ้างเหมือนกับเขาดูแลเรามาตลอด